วิกฤติต้นทุนเม็ดพลาสติกขาดตลาด ทำให้ตต้นทุนการผลิตสูงขึัน ตั้งแต่แพ็กเกจจิ้ง กล่องบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มกันกระแทก ไปจนถึงตัวสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด ล้วนมี "พลาสติก" เป็นส่วนประกอบหลักทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อโลกธุรกิจต้องเผชิญกับสถานการณ์ "เม็ดพลาสติกแพงและขาดตลาด" อย่างหนักหน่วง สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่แค่ปัญหาของโรงงานผู้ผลิตเท่านั้น แต่เป็น "สึนามิลูกใหญ่" ที่ซัดตรงมาถึงธุรกิจ "ซื้อมา - ขายไป" (Trading) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นชัดเจน แต่หลายธุรกิจกลับ “ลังเลที่จะปรับราคา” เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะไม่รู้ว่าควรขึ้นแต่เพราะ ไม่มั่นใจว่าควรขึ้นเท่าไรหลายคนอาจจะคิดว่า "ไม่ได้ผลิตเอง แค่ซื้อมาแล้วขายไป โรงงานขึ้นราคามา ก็แค่บวกราคาเพิ่มแล้วขายต่อ" ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในความเป็นจริงของสมรภูมิธุรกิจที่การแข่งขันดุเดือด ลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนไปซื้อร้านที่ถูกกว่าเพียงแค่เสี้ยววินาที การผลักภาระไปให้ลูกค้าด้วยการขึ้นราคาทันที อาจหมายถึงการเสียฐานลูกค้าถาวร
คำถามที่ท้าทายที่สุดในตอนนี้คือ เมื่อต้นทุนรับเข้า (Cost of Goods Sold) ผันผวนหนักแทบจะรายสัปดาห์ ธุรกิจซื้อมาขายไปจะเอาตัวรอด รักษายอดขาย และป้องกันไม่ให้ "กำไร" หดหายไปได้อย่างไร?
วิกฤติวัตถุดิบแพง กระทบธุรกิจ Trading อย่างไร?
เมื่อต้นทุนต้นทางพุ่งสูงขึ้น ธุรกิจที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายสินค้าจะได้รับผลกระทบในหลายมิติ หากระบบหลังบ้านของธุรกิจไม่แข็งแรงพอ นี่คือสิ่งที่จะต้องเผชิญ:
1. ต้นทุนแต่ละ Lot ไม่เท่ากัน (และยากที่จะตามทัน): สัปดาห์ที่แล้วสั่งของมาล็อตหนึ่งราคา X บาท สัปดาห์นี้สั่งมาใหม่ราคา X+20 บาท หากยังใช้การจดลงสมุด หรือคีย์ Excel แบบคร่าวๆ จะไม่มีทางรู้เลยว่า สินค้าที่พนักงานหยิบไปส่งให้ลูกค้าวันนี้ เป็นต้นทุนของล็อตไหน และกำลังขายได้กำไรจริงๆ หรือกำลัง "เข้าเนื้อ" กันแน่
2. การกักตุนสินค้าที่ผิดพลาด (Overstocking Panic): เมื่อมีข่าวว่าของจะขาดตลาด สัญชาตญาณแรกของการทำธุรกิจคือ "รีบตุนของ" แต่ถ้าตุนโดยไม่มี Data หรือข้อมูลการขายในอดีตมาอ้างอิง อาจนำเงินก้อนใหญ่ไปจมกับสินค้าที่ระบายออกช้า (Slow-moving) กลายเป็นปัญหาสภาพคล่องตามมา
3. การต่อรองกับ Supplier ยากขึ้น: เมื่อของขาดตลาด อำนาจการต่อรองจะไปอยู่ที่ผู้ผลิต หากไม่มีข้อมูลประวัติการสั่งซื้อ หรือไม่รู้ว่า Supplier เจ้าไหนเคยให้เงื่อนไขที่ดีที่สุด ธุรกิจจะตกเป็นรองในการเจรจาซื้อขายทันที
4. ค่าใช้จ่ายแฝงพุ่งทะยาน: นอกเหนือจากตัวสินค้าแล้ว ค่าแพ็กเกจจิ้ง ถุง กล่อง เทปกาว ที่ใช้ในการจัดส่งก็แพงขึ้นทั้งหมด หากกระบวนการทำงานยังมีของเสียเยอะ (เช่น แพ็กผิด ส่งผิด ต้องเคลม) ต้นทุนเหล่านี้จะยิ่งทวีคูณ
เมื่อการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory) กลายเป็นเรื่องสำคัญมากในสถานการณ์นี้ วิธีการจัดการสต็อกแบบเต็มรูปแบบ
1. จัดการต้นทุนแบบ "เข้าก่อน-ออกก่อน" (FIFO) อย่างเคร่งครัด
ในยุคที่ต้นทุนสินค้าผันผวน การตัดสต๊อกแบบคลาดเคลื่อน หยิบของใหม่ไปส่งก่อนของเก่า จะทำให้ต้นทุนทางบัญชีผิดเพี้ยน ธุรกิจต้องมีระบบที่คอยกำกับดูแลให้สินค้าล็อตเก่า (ที่ต้นทุนอาจจะถูกกว่า) ถูกระบายออกไปก่อน และสามารถคำนวณต้นทุนต่อหน่วย (Unit Cost) ได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ฝ่ายขายสามารถตั้งราคาที่เหมาะสม และรู้ว่าจุดไหนคือเส้นตายที่ไม่ควรลดราคาลงไปมากกว่านี้
2. ลดการใช้ความรู้สึก และเริ่มใช้ "ข้อมูล (Data)" ในการสั่งซื้อ
การสั่งของแบบคาดเดาคือความเสี่ยง ธุรกิจต้องรู้ความเคลื่อนไหวของสต๊อกแบบ Real-time รู้ว่าสินค้าตัวไหนคือสินค้าทำเงิน (Winning Product) และตั้งจุดสั่งซื้อขั้นต่ำ (Reorder Point) เอาไว้ เพื่อให้สามารถสั่งของได้ทันท่วงทีในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ตุนจนทุนจม และไม่ช้าจนเสียโอกาสการขาย
3. ลดรอยต่อระหว่างแผนก เพื่อลดความผิดพลาด (Zero Human Error)
ในช่วงเวลาที่สถานการณ์ตึงเครียด หากฝ่ายขาย คลังสินค้า และบัญชี ยังทำงานกันคนละระบบ เช่น ฝ่ายขายรับปากลูกค้าว่ามีของ แต่คลังบอกของหมด บัญชีตามเก็บเงินไม่ได้ ความวุ่นวายเหล่านี้คือ "ต้นทุนแฝง" ที่กัดกินกำไร การเชื่อมโยงข้อมูลทุกแผนกให้เป็นศูนย์กลางเดียว (Single Source of Truth) คือทางออกที่ยั่งยืน
ทำไมธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว ถึงมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่า?
ในสถานการณ์เดียวกัน จะเห็นว่าบางธุรกิจสามารถปรับราคาได้เร็ว และมีกลยุทธ์ในการขายได้อยู่ ในขณะเดียวกันที่บางธุรกิจลังเล และเสียโอกาสไป ความต่างไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดของทีมงาน แต่อยู่ที่ข้อมูลของธุรกิจ ที่เห็นได้ทันที พร้อมปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์
ข้อมูลช่วยที่ Support ธุรกิจ : สินค้าล็อตไหนต้นทุนเท่าไหร่ / Margin ที่ยอมรับได้คือเท่าไหร่ / ต้นทุนเพิ่ม ควรขยับราคาขายเท่าไร ผู้บริหารจะสามารถตัดสินใจได้ทันที โดยไม่ต้องรอการประชุมหลายรอบ หรือใช้การคาดเดา
ทางออก: ใช้ระบบ ERP เพื่อเชื่อม “ต้นทุน + สต๊อก + ราคา” เข้าด้วยกัน
นี่คือเหตุผลที่หลายธุรกิจเริ่มหันมาใช้ ระบบ ERP เพราะ ERP ไม่ได้แค่ช่วยเก็บข้อมูลแต่ช่วยเชื่อมข้อมูลเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ การซื้อวัตถุดิบ -> การรับสินค้าเข้าคลัง -> การขายสินค้า -> ไปจนถึงข้อมูลการเงินเมื่อทุกอย่างอยู่ในระบบเดียวคุณจะสามารถเห็นต้นทุนของสินค้าแต่ละล็อตได้ชัดเจน และที่สำคัญคือสามารถวิเคราะห์และแนะนำการตั้งราคาได้ทันที
ตัวอย่างการใช้งานจริง: เมื่อข้อมูลช่วยให้คุณตั้งราคาได้แม่นขึ้น
ลองนึกภาพว่า ระบบแสดงให้คุณเห็นว่า
- สินค้าล็อตเก่า → ต้นทุนต่ำ
- สินค้าล็อตใหม่ → ต้นทุนสูงขึ้น 25%
คุณสามารถวางแผนได้ทันทีว่า ควรเร่งขายล็อตเก่า เพื่อทำกำไรให้มากที่สุด และค่อยปรับราคาสินค้าใหม่ตามต้นทุนจริง แทนที่จะตั้งราคาแบบเฉลี่ย หรือใช้ความรู้สึกเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้คุณเห็นว่า ถ้าต้องการรักษา Margin เดิมควรตั้งราคาขายใหม่ที่เท่าไร ซึ่งเป็นข้อมูลที่สำคัญมากในช่วงที่ราคาสินค้าผันผวน